ทำไม TikTok ถึงกลายมาเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของ Facebook

เชื่อว่าตั้งแต่ปลายปี 2021 เป็นต้นมา หลายคนน่าจะเคยได้ยินกันอยู่บ่อยครั้งว่า TikTok จะกลายมาเป็นคู่แข่งคนสำคัญของ Facebook และในช่วงต้นปี 2022 ก็ดูเหมือนว่าข่าวนี้จะยิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อหุ้น Facebook หรือ Metaverse ร่วงหล่นจนน่าตกใจ และหลายคนต่างก็เริ่มวิเคราะห์กันมากขึ้นว่า อาจจะเป็นเพราะ Tiktok ที่กลายมาเป็นคู่แข่งคนสำคัญของ Facebook หรือ Metaverse ขึ้นมาแล้วจริง ๆ

วันนี้เราจะลองมาวิเคราะห์กันแบบรวบรัดว่า เพราะอะไร TikTok จึงมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของ Facebook

 

1. ไลฟ์สไตล์ของคนปัจจุบันชอบดูวิดีโอกันมากขึ้น

จากพฤติกรรมของผู้ใช้งาน Social Media ตั้งแต่ปี 2020 ที่ผ่านมา พบว่าคนชอบดูวิดีโอกันมากขึ้น มากกว่าการใช้ Social Media ประเภทอื่น ๆ จากที่เราจะเห็นได้ว่าแม้แต่ Instagram เองก็มีการพัฒนา Feature เพิ่มมาเป็น Reels ที่ให้ผู้ใช้งานสามารถแชร์วิดีโอได้ และ Content ในรูปแบบวิดีโอก็พบว่าได้รับความนิยมมากกว่า Content ประเภทอื่น ๆ ซึ่งTikTok นั้นก็เป็น Platform ที่รวบรวมวิดีโอขนาดสั้นไว้มากมาย หลากหลายสไตล์ ให้ผู้ใช้งานดูได้อย่างต่อเนื่อง จึงกลายมาเป็น Platform ที่ได้รับความนิยมไม่น้อย

2. Content ใน TikTok กลายเป็น Content ที่ Viral อย่างรวดเร็ว

เนื้อหาวิดีโอใน TikTok นั้นมักจะเป็นการร้องเพลงและการเต้น ซึ่งมีความยาวจำกัด ผู้ใช้งานจึงนิยมแต่งเพลงและคิดค้นท่าเต้นที่สามารถถ่ายได้ในเวลาสั้น ๆ กลายมาเป็นเนื้อเพลงที่ติดหูและเป็นท่าเต้นที่ทำให้คนส่วนมากเกิดความสนใจอยากจะเต้นตามและแชร์วิดีโอบ้าง จนทำให้ Content ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบน TikTok นั้นกลายเป็น Content ที่ได้รับความนิยมในวงกว้างอย่างรวดเร็ว

3. ผู้ใช้งาน TikTok อยู่ในช่วงอายุวัยรุ่น

ช่วงปี 2022 เป็นต้นมามีการวิเคราะห์ว่าผู้ใช้งาน Facebook นั้นเริ่มเป็นกลุ่มคนที่มีอายุ มีการแอคทีฟน้อย และมักจะใช้สำหรับการดูไลฟ์ ดูคลิปวิดีโอ และอ่านบทความต่าง ๆ มากกว่า แตกต่างกับกลุ่มผู้ใช่งาน TikTok ที่เป็นกลุ่มวัยรุ่น จึงทำให้ Platform มีการแอคทีฟที่มากกว่า

แนะนำ 3 ธุรกิจเล็ก ๆ ที่มีความน่าสนใจ ทำกำไรได้ในช่วงโควิด-19

ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมานั้น น่าจะส่งผลกระทบไปถึงหลาย ๆ ครอบครัว จนทำให้ขาดรายได้บางส่วนหรือรายได้ทั้งหมดไป เหล่านักสู้ทั้งหลายจึงต้องมองหาธุรกิจเล็ก ๆ ที่ใช้เงินลงทุนไม่มากนัก แต่ได้ผลตอบแทนสูงในช่วงโควิด-19 แบบนี้ วันนี้เรามี 3 ธุรกิจเล็ก ๆ ที่สามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ลงทุนไม่มาก แต่ทำกำไรได้ในช่วงวิกฤตินี้อย่างแน่นอน

 

ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพแบบสมัครสมาชิก

แน่นอนว่าเมื่อผู้คนอยู่บ้านมากขึ้น สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คืออาหาร ไม่ได้ออกไปข้างนอกเพื่อกินอาหารที่ร้านบ่อย ๆ ทางที่หลาย ๆ คนเลือกก็คือสั่งอาหารพร้อมกินมาไว้ที่บ้าน ซึ่งคุณสามารถใช้โอกาสนี้ในการเริ่มต้นทำธุรกิจได้ ด้วยการขายข้าวกล่องพร้อมกิน ที่สามารถเก็บแช่แข็งไว้ได้หลายวัน อาจจะขายเป็นราคาต่อวัน ต่อสัปดาห์ หรือต่อเดือนก็ได้เช่นกัน เน้นไปที่อาหารเพื่อสุขภาพ เพราะคนใส่ใจเรื่องสุขภาพมากยิ่งขึ้น

 

ธุรกิจเครื่องหอมสำหรับใช้งานภายในบ้าน

เมื่อคนจำนวนมากต้องทำงานและเรียนจากที่บ้าน ก็ทำให้หลาย ๆ คนหันมามองหาตัวช่วยเพิ่มความอบอุ่นและความสดใสให้กับบ้านมากยิ่งขึ้น อย่างเช่นเครื่องหอมต่าง ๆ ก็ได้รับความนิยมมากขึ้นเช่นกัน หนึ่งในธุรกิจเครื่องหอมที่ลงทุนน้อยแต่ทำกำไรได้มาก และมีผู้คนเลือกซื้อเยอะก็คือเทียนหอม ซึ่งคุณสามารถเริ่มต้นทำเทียนหอมจำหน่ายได้ง่าย ๆ ด้วยงบประมาณไม่ถึงหลักพัน หรือจะเลือกลงคอร์สเรียนทำเทียนหอมก่อนเปิดร้านออนไลน์ก็ได้เช่นกัน

 

ธุรกิจซื้อขายสินค้ามือสอง

การซื้อขายสินค้ามือสองนั้นได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั่วโลกเลยทีเดียว ในไทยเองก็จะเห็นว่าบนแอปพลิเคชันชื่อดังมากมาย ก็จะมีการไฟล์สดหรือโพสต์ขายสินค้ามือสองเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย กระเป๋า รองเท้า ไปจนข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน ซึ่งคุณสามารถเริ่มต้นธุรกิจนี้ได้ด้วยการขายสินค้า เสื้อผ้าภายในบานที่ยังมีสภาพดีอยู่ เพื่อเริ่มต้นหาทุนต่อไป

 How to ดูตารางdw ยังไงไม่ให้โป๊ะ มือใหม่ก็ดูได้ 

สิ่งหนึ่งที่จะต้องให้ความสำคัญก่อนที่จะเริ่มลงทุนก็คือการศึกษาข้อมูลให้พร้อม โดยเฉพาะการซื้อขาย DW นั่นเอง เพราะนอกจากจะต้องอัปเดตตารางราคาและข้อมูลข่าวสารอยู่ตลอดเวลาแล้ว ก็ต้องรู้ว่าวิธีดูตาราง DW จะดูยังไง มีค่าอะไรบ้างที่จะต้องให้ความสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้คุณพลาดโอกาสสำคัญไป วันนี้เราก็เลยจะพาทุกคนไปดูกันว่า เราจะมีวิธีดูตาราง DW ยังไงได้บ้าง ถ้าพร้อมแล้วตามไปดูกันเลย


ดูตาราง DW ยังไง

ต้องบอกว่าวงการการเทรด DW นั้นมีตารางราคาที่ละเอียดมากๆ ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงข้อมูลราคา Bid ได้ถึงระดับทศนิยมเลยอีกด้วย ทำให้เวลาดูตารางราคา DW นั้นจะต้องพิจารณากันที่

  1. เลือกราคา Bid Price (กรณีหุ้นอ้างอิง) หรือ Last Price (กรณีดัชนีอ้างอิง Futures) ที่สนใจเอาไว้ให้ดี
  2. เลือกวันที่ต้องการวางแผนการซื้อขาย ซึ่งในส่วนนี้สามารถตรวจสอบล่วงหน้าได้ 7 วันนั่นเอง
  3. ดูราคา Bid DW ที่อ้างอิงราคา Bid Price หรือ Last Price เอาไว้ให้ดี

 

เคล็ดลับในการดูตาราง DW

วิธีดูตาราง Call DW

  • สังเกตจากรหัสของ DW แล้ว C (Call) จะอยู่ในตำแหน่งที่ 6 ถัดจากรหัสดัชนีหรือหลักทรัพย์ 
  • ทำให้การดูตาราง Call DW จะต้องพิจารณากันให้ดี ถ้าราคา DW ขยับไปทางทิศเดียวกันกับหลักทรัพย์อ้างอิง ก็เหมาะกับการซื้อขายในช่วงขาขึ้นนั่นเอง

วิธีดูตาราง Put DW

  • ใช้วิธีเดียวกันกับวิธีดูตาราง Call DW ยังไงอย่างงั้นเลย นั่นก็คือให้สังเกตที่ตั P (Put) ในตำแหน่งที่ 6 จากรหัสดัชนีหรือหลักทรัพย์ที่ถือเอาไว้
  • ซึ่งราคาของ Put DW จะขยับสวนทางกับราคาของหลักทรัพย์อ้างอิง

ทำความรู้จักก่อนเล่นหุ้น bottom-up และ top-down ต่างกันอย่างไร

ถ้าหากใครที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้นและอยู่ในช่วงที่กำลังศึกษารายละเอียดของหุ้นแต่ละแบบกันอยู่ ก็ต้องบอกว่าถือเป็นสิ่งที่ดีในการวิเคราะห์และคัดหุ้นที่เหมาะกับเราจริงๆ โดยไม่ลงทุนหรือซื้อตามคนอื่นเขา ซึ่งการเลือกหุ้นนั้นก็จำเป็นที่จะต้องเลือกเทคนิควิเคราะห์หุ้นให้ดี โดยเฉพาะเทคนิค Bottom-Up และ Top-Down ที่นักลงทุนสายปัจจัยพื้นฐานจำเป็นจะต้องให้ความสำคัญกัน คำถามต่อมาก็คือ Bottom-Up และ Top-Down แตกต่างกันอย่างไร

 

เพื่อสร้างความเข้าใจให้ดีว่า Bottom-Up และ Top-Down แตกต่างกันอย่างไรนั้นก็ต้องมาทำความรู้จักก่อนว่าแต่ละแบบนั้นมีวิธีการวิเครราะห์อย่างไรบ้าง

เล่นหุ้น

  • การวิเคราะห์แบบ Bottom-Up

สำหรับการวิเคราะห์ในรูปแบบนี้จะเป็นการวิเคราะห์จากล่างขึ้นบน เป็นพิจารณาจากภาพย่อยก่อนขึ้นไปหาภาพใหญ่ เช่น เราสนใจในหุ้น A ข้อมูลหุ้นดี มีความมั่นคงและเติบโต แต่มีราคาปรับตัวลงเร็วมาก ทำให้เราจำเป็นจะต้องวิเคราะห์ถึงงบประมาณทางการเงิน คู่แข่ง ประเภทอุตสาหกรรม เทรนด์ รวมไปถึงเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ เป็นต้น

 

  • การวิเคราะห์แบบ Top-Down

เพื่อแสดงให้เห็นว่า Bottom-Up และ Top-Down แตกต่างกันอย่างไรนั้น ต้องบอกว่าการวิเคราะห์แบบ Top-Down นั้น จะเป็นการวิเคราะห์จากภาพใหญ่ก่อนค่อยมามองที่ภาพเล็ก โดยจะเป็นการวิเคราะห์โดยพิจารณาจากระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันให้ดีเสียก่อนว่าเป็นอย่างไร มีแนวโน้มที่จะเติบโตหรือไม่ หลังจากนั้นให้พิจารณาปัจจัยเชิงคุณภาพของหุ้นในอุตสาหกรรมที่เลือก หลังจากนั้นให้นำหุ้นมาเปรียบเทียบว่ามีความได้เปรียบเชิงคุณภาพเท่าไหร่ หลังจากนั้นจึงวิเคราะห์หุ้นรายตัว เพื่อประเมินมูลค่าหุ้น หลังจากที่ได้หุ้นตัวที่พอใจในราคาที่เหมาะสม ก็ค่อยซื้อหุ้นได้

 

ไขทุกข้อสงสัย! ฟิลเลอร์ใต้ตาควรใช้ฟิลเลอร์ยี่ห้อไหนดี

เมื่อเวลาผ่านไป ปัญหาใต้ตาหย่อนคล้อยเป็นร่องริ้วรอยถือว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้หนุ่มสาวหลายคนหนักใจและพยายามหาวิธีแก้ไขต่าง ๆ นานา โดยการฉีดฟิลเลอร์นั้นนับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีการแก้ปัญหาที่หลายคนเลือกใช้ เนื่องจากสามารถเห็นผลได้ทันทีโดยไม่ต้องพักฟื้น แถมรอบดวงตายังดูอ่อนเยาว์อยู่กับเราได้นานหลายเดือนเลยทีเดียว ซึ่งการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตานั้นก็นำมาซึ่งคำถามที่หลาย ๆ คนสงสัยว่า การฉีดฟิลเลอร์บริเวณนี้เราควรเลือกใช้ฟิลเลอร์ยี่ห้อไหนดีกว่ากัน ถ้าหากตอนนี้คุณกำลังสงสัยอยู่ล่ะก็ มาไขความลับเรื่องนี้ไปพร้อมกันได้เลย!

ท่ามกลางตลาดที่มีการแข่งขันสูงและทำให้ผู้เข้ารับการรักษารวมถึงแพทย์เองเกิดความสงสัยว่า การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดนั้นควรเลือกฟิลเลอร์ยี่ห้อไหนดี โดยทั่วไปแล้ว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญมากมายลงความเห็นว่า ฟิลเลอร์ใต้ตาที่ดีควรจะเป็นฟิลเลอร์เนื้อนิ่มที่จะไม่ฟูจนปิดดวงตาหรือทำให้ตาโปนมากกว่าเดิม ซึ่งฟิลเลอร์ประเภทนี้จะช่วยทำให้รอบดวงตาเรียบเนียนเสมอกันและดูเป็นธรรมชาติมากกว่านั่นเอง ในตลาดฟิลเลอร์เมืองไทยปัจจุบันนี้ ฟิลเลอร์ที่นิยมนำมาฉีดใต้ตามีด้วยกัน 2 ยี่ห้อดังนี้

  • Juvederm

หากใครไม่รู้ว่าฟิลเลอร์ยี่ห้อไหนดีสำหรับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาล่ะก็ Juvederm ถือเป็นฟิลเลอร์ที่ตอบโจทย์เป็นอย่างมาก โดย Juvederm เป็นฟิลเลอร์แบรนด์ดังจากประเทศอเมริกาที่ผลิตมานานกว่า 40 ปีแล้ว โดยเนื้อของ Juvederm จะมีลักษณะเด่นตรงที่ความยืดหยุ่น ทนทาน เนื้อนิ่มฟูกำลังพอดี ซึ่งคุณสมบัติทั้ง 3 ข้อนี้สามารถนำมาปรับใช้กับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาได้เป็นอย่างดี รวมถึงยังจะช่วยทำให้การฉีดฟิลเลอร์นั้นดูเป็นธรรมชาติมากกว่าอีกด้วย

  • Restylane

Restylane เป็นยี่ห้อฟิลเลอร์ไฮยารูลอนิกแอซิดที่ร่างกายสามารถสลายได้ ซึ่งฟิลเลอร์ตัวนี้ถือเป็นยี่ห้อที่ได้รับความนิยมสูงสุดในวงการการแพทย์ อีกทั้งยังผ่านการรับรองความปลอดภัยและมาตรฐานจาก FDA ของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย ลักษณะเด่นของฟิลเลอร์ตัวนี้ คือ ความสามารถในการคงตัวและคงรูปที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีลิขสิทธิ์เฉพาะอย่าง “NASHA” ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและความคงตัวให้ผิวหลังฉีด และ “OBT” ที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับรูปทรงหลังฉีด หากอยากฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแต่ไม่แน่ใจว่าฟิลเลอร์ยี่ห้อไหนดีล่ะก็ รับรอง Restylane ไม่ฟูจนทำให้ตาบวมและโปนแน่นอน

 

เป็นอย่างไรกับบ้างกับยี่ห้อฟิลเลอร์ที่เรานำมาฝากในวันนี้ หวังว่าความรู้ในวันนี้จะช่วยให้คุณรู้เท่าทันและตัดสินใจเลือกยี่ห้อฟิลเลอร์ที่เหมาะสมกับใต้ดวงตาไม่มากก็น้อย แต่เหนือสิ่งอื่นใด การฉีดฟิลเลอร์ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ดังนั้นไม่ว่าจะฉีดบริเวณใดก็อย่าลืมหาเวลาแวะเข้าไปปรึกษาคุณหมอก่อนตัดสินใจฉีดด้วยนะ